หลายคนคงเคยได้ยินคาถาสั้นๆ ที่เชื่อว่าสวดแล้วกันภัย กันขโมยได้ ที่ว่า
“ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึการณา ฆเฏสิ? อหํปิ ตํ ชานามิ ชานามิ”
คาถานี้ไม่ได้ถูกแต่งขึ้นมาลอยๆ แต่มีที่มาจากพระไตรปิฎกโดยตรงเลย
วันนี้ลองมาดูกันว่า คาถานี้มีที่มาอย่างไร…และแท้จริงแล้ว “กันภัย” ได้อย่างไร
| คาถานี้มีที่มา ใช่ว่าเกิดขึ้นลอยๆ
คาถานี้ปรากฏในเรื่องของ พระจูฬปันถก โดยเป็นตอนที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติของท่าน
อย่างที่ทราบกันว่า พระจูฬปันถกในชาตินี้เป็นผู้ที่ทรงจำอะไรได้ยาก ท่องไม่นานก็ลืม จนในสมัยนั้นถูกมองว่าเป็น “พระโง่“
แต่สุดท้าย ท่านกลับสามารถบรรลุธรรมได้
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในชาตินี้ แม้ในอดีตชาติ ท่านก็เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อนอ
| พราหมณ์หนุ่มผู้เรียนอะไรไม่ได้เลย
กาลครั้งหนึ่ง มีพราหมณ์หนุ่มเดินทางไปเรียนวิชาที่เมืองตักสิลา
แม้จะตั้งใจปรนนิบัติอาจารย์อย่างดี ทำให้อาจารย์เอ็นดูสอนวิชาให้ต่างๆ นานา แต่อย่างไรตัวเขาก็จดจำอะไรไม่ได้เลย
สุดท้าย เขาจึงจำต้องลาจากอาจารย์กลับบ้าน ด้วยความรู้สึกละอายใจ
อาจารย์เห็นความตั้งใจของศิษย์ และไม่อยากให้กลับไปตัวเปล่า จึงผูกคาถาหนึ่งให้เป็น “คาถาเพียงบทเดียว” ติดตัวกลับไป
“ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึการณา ฆเฏสิ? อหํปิ ตํ ชานามิ ชานามิ”
แปลว่า : พยายามไปเถิด พยายามไปเถิด, ท่านพยายามอยู่เพราะอะไร แม้เราก็รู้อยู่
อาจารย์ให้ทวนคาถาซ้ำๆ จนสามารถจำได้ติดตัว
| คาถาเดียว…แต่เอาตัวรอดได้
ในพระนครบ้านเกิดพราหมณ์หนุ่มนั้น พระราชามักจะปลอมตัวเหมือนราษฎรมาดูความเป็นไปของผู้คน
มีอยู่คืนหนึ่ง ขณะที่พราหมณ์หนุ่มหลับอยู่ ได้มีโจรขุดดินเข้ามาปล้นในบ้านเขา
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่ามีโจรบุกเข้ามา แต่เขากลับตื่นขึ้นมากลางดึก และด้วยความกลัวว่าจะลืมคาถา จึงท่องคาถานั้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
“ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึการณา ฆเฏสิ? อหํปิ ตํ ชานามิ ชานามิ”
โจรได้ยินเข้า ก็เข้าใจว่าเจ้าของบ้าน “รู้ทันแล้ว” จึงพากันหนีไปโดยทันที
โดยในขณะนั้นเองพระราชาที่ปลอมตัวไปในเมือง ก็ได้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วย
| คาถาไม่ได้ช่วยแค่ทรัพย์สิน…แต่ช่วยไปถึงชีวิต
พระราชารู้สึกแปลกใจ เชื่อว่าพราหมณ์หนุ่มต้องมี “ของดี” เป็นแน่ จึงเรียกให้เข้าเฝ้าและได้เรียนคาถาจากเขา
สำหรับพระราชาจะมีวัตรปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือ การให้นายภูษามาลา (ช่างแต่งองค์ทรงเครื่อง) มาดูแลแต่งพระมัสสุ (หนวด) ให้
ซึ่งในครานั้นเอง นายภูษามาลาได้ถูกว่าจ้างโดยเสนาบดีให้ลอบปลงพระชนม์พระราชาขณะแต่งมัสสุ
ในขณะที่นายภูษามาลากำลังจะสบัดมีแต่งมัสสุปาดคอพระราชานั้น
พระองค์ทรงระลึกถึงคาถาของพราหมณ์หนุ่มขึ้น แล้วท่องคาถาขึ้นมา
“ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึการณา ฆเฏสิ? อหํปิ ตํ ชานามิ ชานามิ”
นายภูษามาลาได้ยินดังนั้น ก็คิดในใจว่า “แย่แล้ว พระราชาทรงรู้ทันแล้ว”
ตัวสั่นด้วยความกลัว ทิ้งมีดโกน ลงไปหมอบกราบ ยอมจำนน
พระราชาเห็นดังนั้น ด้วยความปรีชา พิจารณาอย่างใจเย็น จึงรู้ชัดทันทีว่า มีเรื่องไม่ดีแน่นอน พร้อมตรัสออกไปว่า “เฮ้ย ! อ้ายภูษามาลาชั่ว มึงอย่าคิดว่ากูไม่รู้”
เพียงเท่านั้น นายภูษามาลาก็สารภาพจนหมดเปลือก พร้อมรับโทษไปในที่สุด
| จิตสงบด้วยคาถาสวด ปัญหาสยบด้วยปัญญาแก้
ที่นี้ ก็ได้เห็นถึงที่มาที่ไปของคาถากันภัย กันขโมยนี้แล้ว ก็คงทราบที่ว่าทำไมถึงเรียกว่า คาถากันภัย กันขโมย
เราจะสวดคาถานี้ก็ไม่ผิด เพราะก็มีศรัทธาในคาถานั้นอยู่ และในขณะเดียวกันก็พึงเป็นผู้มีปัญญาด้วยเช่นกัน เฉกเช่นเดียวกับพระราชาที่ไม่กระโตกกระตาก มีความใจเย็นอยู่ และรู้ถึงภัยที่มีอยู่ตรงหน้าหลังจากได้สวดคาถานี้
ในความเป็นจริง เราคงจะไม่ได้พึ่งพาแค่คาถาที่สวดเท่านั้น แต่จะต้องพึ่งพา “สติ” “ปัญญา” ของตัวเราเองอีกด้วย ตั้งอยู่บนความไม่ประมาททั้ง 3 เวลา คือ
- ขณะไม่มีภัย ก็เตรียมพร้อมป้องกัน รู้จักทางหนีทีไล่
- ขณะมีภัย ไม่ตื่นตระหนก ตกใจ มีสติปัญญาพร้อมแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
- หลังมีภัย ใช้สติปัญญาพิเคราะห์ พิจารณาแนวทางทำให้ดีขึ้น
คาถาสวด ก็มีส่วนช่วยให้ใจของเราสงบลงได้ และก็ใช้สติปัญญาของตนในการแก้ไข ดำเนินชีวิตต่อไปได้


Leave a comment