อย่าหยุดเพียงแค่ “เชื่อ” ต้องไปต่อให้เห็นถึง “ปัญญา”

หากจะพูดถึงศาสนาแล้ว ก็เป็นไปได้ยากที่จะหนีออกจาก “ความเชื่อ” เพราะในสังคมทุกวันนี้ศาสนามักจะมาพร้อมๆ กับความเชื่อจริงๆ

แต่จริงๆ แล้วคนเราควรเชื่อในคำสอนแบบหลับหูหลับตาเลยไหม ในคำสอนแนะนำให้ทำอะไรก็ทำเท่านั้นหรือเปล่านะ?

ไม่ได้จะบอกว่าการ “เชื่อ” เป็นเรื่องที่ผิด เพียงแต่เราจะสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อนั้นๆ ได้หรือไม่เท่านั้น

| ท่าทีต่อคำสอน ตามแนวพุทธศาสน์

ในคัมภีร์พระไตรปิฎกก็มีกล่าวถึงเรื่องความเชื่อมากมายเลย เนื่องจากว่าในสมัยพุทธกาลก็มีคำสอนของลัทธิต่างๆ มากมาย

ในพระสูตรนี้พูดถึงชาวเมืองเกสปุตตะ (ชาวกาลามะ) ที่มีเจ้าลัทธิต่างๆ เข้ามาแนะนำคำสอนของลัทธิตน ซึ่งก็ทำให้ชาวเมืองมีความสับสนอยู่พอสมควร ว่าคำสอนไหนเชื่อได้ คำสอนไหนเชื่อไม่ได้ เพราะในสมัยนั้น (หรือแม้แต่สมัยนี้ก็ตาม) คำสอนของลัทธิหรือศาสนาต่างๆ ก็อาจจะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง

ความทราบถึงพระพุทธเจ้าที่ได้เดินทางผ่านเมืองเกสปุตตะนั้น ก็ทรงได้แนะนำการวางท่าทีต่อคำสอน 10 ประการไว้ คือ

  1. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา
  2. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา
  3. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ
  4. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
  5. อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ (การคิดเอาเอง)
  6. อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน (การคาดคะเนตามหลักเหตุผล)
  7. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
  8. อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
  9. อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
  10. อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

หลักของเรื่องนี้ก็คือการไม่ปลงใจ ปักใจเชื่อนั่นเอง

น่าสนใจในข้อที่ 10 มากๆ เลย เนื่องจากว่าหากถือพระพุทธเจ้าเป็นครูเอง ก็อย่าพึ่งปลงใจเชื่อนะ กลายเป็นว่าแม้คำของผู้ที่แนะนำเอง ก็อย่าพึ่งเชื่อนะ

| ไม่ปลงใจเชื่อแล้ว ก็ไม่หยุดแค่นั้น

ในพระสูตรนี้ ก็ไม่ได้จบแต่เพียงเท่านี้ แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ให้อุบายในการพิจารณาแก่ชาวกาลามะทั้งหลายไว้เป็นหลักด้วย ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า

กาลามะทั้งหลาย เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า “ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกือบกูล เพื่อทุกข์” เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย

กาลามะทั้งหลาย เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า “ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข” เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่

โดยหลักของเรื่องนี้ต้องการให้กลับมารู้ด้วนตนเองลงไปในจิตใจว่าเป็นกุศลหรืออกุศล พิจารณาตามหลักแห่งความเป็นจริง ไม่เพียงแค่มโนไปเองว่าเป็นประโยชน์หรือโทษไหม ผู้มีปัญญาทั้งหลายสรรเสริญในเรื่องนี้หรือไม่

| ความจริงที่รู้ได้เอง เป็น “ปัญญา” ที่ต่อยอดจาก “ความเชื่อ”

นี้จึงเป็นทางที่ก่อให้เกิด “ปัญญา” อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นการเข้าไปเห็นได้ด้วยตัวเองลึกลงไปที่จิตใจ และสิ่งต่างๆ ที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง

หากที่ผ่านมา ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ การลองกลับมาสัมผัสใจของตัวเองให้เห็นความเป็นอยู่ ความเปลี่ยนแปลง ความเป็นไปของใจ ก็เป็นการทำให้เห็นถึงความเป็นจริงในขณะที่ดำเนินตามความเชื่อนั้นๆ ได้ และยังเป็นการก่อให้เกิดปัญญาขึ้นมาในจิตใจได้ต่อไป

สิ่งที่เราควรเชื่อ อาจไม่ใช่สิ่งที่ใครบอกเรา หากแต่เป็น “สิ่งที่เราเห็นจริง…ด้วยตัวเอง”



Comments

Leave a comment