ถึงจะช้าไปหน่อย แต่ก็มารู้จักการทำประชามติครั้งนี้ 2569

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันที่ประชาชนชาวไทยจะได้รวมกันไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกัน โดยคราวนี้จะแตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ คือ จะมีการขอความเห็นชอบในการทำประชามติด้วย

เราจะเจอบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ คือ

  1. บัตรเลือกตั้ง สส.แบ่งเขต (สีเขียว)
  2. บัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ (สีชมพู)
  3. บัตรออกเสียงประชามติ (สีเหลือง)
ภาพจากเพจ We Watch (https://www.facebook.com/share/p/1Ms3i4AG3L/)

โดยบัตรออกเสียงประชามติ (สีเหลือง) นี้ พูดง่ายๆคือ การขออนุญาตในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งโดยปกติก็มีการแก้ไขเหมือนกัน แต่จะเป็นการแก้ไขเป็นรายมาตราๆ ไป

ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ???

ผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมก็ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมืองใดใด ความรู้ด้านนี้ก็มีไม่มาก แค่ประชาชนตาดำดำคนหนึ่ง ที่ฟังจากตรงนั้น ตรงนี้มาบ้าง

เท่าที่พอจะทราบได้ คือ รัฐธรรมนูญที่เราใช้กันอยู่ (น่าจะตั้งแต่ปี 60 มั้ง) มีการปรับเปลี่ยนอะไรมาเยอะแยะ เช่น วิธีการเลือกนายกที่ให้สว.เป็นผู้โหวตด้วย หลังจากประชาชนเลือกกันแล้ว (ในการเลือกตั้งปี 69 นี้ สว.จะไม่เกี่ยว), การคัดเลือกสว., อำนาจของสว. หรือ เรื่องของสิทธิเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เป็นต้น (อ้างอิงจากคลิปรายการป๋าเต็ด ที่พูดคุยกับคุณเป๋า iLAW)

ไม่ว่ารัฐบาลยุคก่อนนั้น จะแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเหตุใดก็ตาม มันทำให้ ณ ปัจจุบันการบริหารในระบบรัฐสภาของประเทศเรามีสภาพเหมือนกับถูก “แช่แข็ง” การดำเนินงานต่างๆ เลยมีความช้า สะดุด ขรุขระ และความไม่เป็นธรรมอยู่ จึงเป็นเหตุให้เกิดการขอทำประชามติปรับแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับขึ้น

ในที่นี้ คือ การขอความเห็นชอบจากประชาชนว่าเห็นชอบให้ปรับแก้ได้ไหม ซึ่งก็เป็นไปตามความคิดเห็นของประชาชนแต่ละคนแล้ว ว่าจะเห็นอย่างไร

โดยในการทำประชามตินี้ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเห็นชอบแล้ว เขาจะปรับแก้ทันที มันก็จะมีการดำเนินตามลำดับ ขั้นตอนของมันไป ซึ่งอย่างเร็วที่สุด ย้ำว่าเร็วที่สุด ไม่มีสะดุดอะไรเลย ก็น่าจะสัก 3 ปีนู่น กว่าจะคลอดมาให้ใช้ หากเสียงออกมาทางเห็นชอบ

ขั้นตอนการทำประชามติ

การทำประชามติจะต้องทำทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรก (ครั้งนี้แหละ) ขอความเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หากมีความเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ และมากกว่างดออกเสียงแล้ว ก็จะมีการพูดคุยกันถึงคุณสมบัติและการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น เมื่อรู้แล้ว่าจะคัดเลือกอย่างไร คุณสมบัติอย่างไร ก็จะทำประชามติครั้งที่ 2

ประชามติครั้งที่ 2 คือการของความเห็นด้วยว่าจะคัดเลือกอย่างนี้ๆ ผู้จะมาร่างจะต้องมีคุณสมบัติแบบนี้ๆ หากเห็นชอบอีก เขาก็จะคัดเลือกผู้ร่างแล้วไปร่างฉบับใหม่ขึ้นมา (หากไม่เห็นชอบ ก็ไปพิจารณากันใหม่ แล้วก็ทำประชามติใหม่อีก…)

เมื่อเขาร่างเสร็จ ก็มาทำประชามติกันครั้งที่ 3 ว่า เห็นด้วยกับร่างนี้ไหม……

หากไม่เห็นด้วย….ก็ไปร่างใหม่ ซึ่งตรงนี้ก็จะร่างใหม่ไปเรื่อยๆนะ จนกว่าประชาชนจะเห็นด้วย ถึงจะคลอดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา

กว่าจะคลอดเนี่ย หากทำแล้วราบรื่นไปตลอดรอดฝั่งก็ใช้เวลาเร็วสุด อย่างน้อยๆก็ 3 ปีทีเดียว

แต่หากไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น ก็จบตั้งแต่ตรงนั้นเลย…

08/02/69 ร่วมใช้สิทธิ์ของเราเอง

ดังนั้น ในวันที่ 8 กุมภานี้ ก็มาร่วมกันมีส่วนร่วมใช้สิทธิ์ของเราในฐานะประชาชนในประเทศไทย แม้ว่าเราจะแสดงความเห็นแบบไหน เลือกพรรคไหน สส.คนไหน ก็เป็นสิทธิ์เป็นเสียงของเรา ถึงแม้ว่าจะเป็นการงดออกเสียงก็ตาม

อย่างน้อยก็เป็นการแสดงจุดยืนของเรา ส่งคนที่มีแนวคิด ทัศนคติที่สอดคล้อง หรือ ใกล้เคียงกับของเราเข้าไปเป็นเสียงให้กับเราเอง หรือ หากไม่มีก็งดออกเสียงไป เป็นการแสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดทางการเมืองที่มีเลยก็ได้

สุดท้ายแล้ว ความเห็นของเราก็จะเป็นตัวกำหนดการดำเนินไปของสังคมต่อไปครับ ซึ่งต้องมาจากเราเอง ไม่ใช่ที่มาจากการตามกระแสไป หรือ การที่มีคนมาขอ หรือ ซื้อเสียงของเราครับ


Comments

Leave a comment