หลังจากที่มีข่าวการโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยง มีญาติโยมได้สอบถามมาถึงเรื่องของสัตว์ที่ถูกโคลนนิ่งมาว่า
มีความคิดเห็นอย่างไรกับการโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงคะ
คิดว่าเป็นจิตวิญญาณเดียวกันหรือเปล่านะคะ
เป็นคำถามที่น่าสนใจดีทีเดียวครับ เลยได้ถือโอกาสได้นำมาแบ่งปันให้กับผู้อ่านเว็บ Chan-ChaLa ได้อ่านกันครับ
ในการพูดถึงเรื่องนี้อาจจะต้องมองในมุมต่างๆ กันครับ
| มุมมองด้านการเกิด
ในพระพุทธศาสนามองการเกิดเป็น 4 แบบด้วยกัน มาในมหาสีหนาทสูตร (ม.มู. 12/169)(1)
- อัณฑชะ คือ การเกิดออกจากไข่
- ชลาพุชะ คือ การเกิดจากมดลูก หมายถึง เกิดเป็นตัว (เกิดในครรภ์)
- สังเสทชะ คือ การเกิดในซากศพเน่า ของสกปรก (การเกิดขึ้นเองในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดจากสิ่งสกปรกอย่างเดียว)
- โอปปาติกะ คือ การเกิดแบบอุบัติขึ้นมาเลย เช่น เทวดา สัตว์นรก เปรต
ซึ่งปกติแล้วสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะเป็นการเกิดแบบชลาพุชะ คือ เกิดปฏิสนธิในครรภ์แม่ แล้วค่อยเกิดมาเป็นตัว ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสในมหาตัณหาสังขยสูตร (ม.มู. 12/452)(2) ว่า
“. . . มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู และคันธัพพะก็ปรากฏ เมื่อนั้นเพราะปัจจัย ๓ ประการประชุมพร้อมกันอย่างนี้ การถือกำเนิดในครรภ์จึงมีได้”
*คันธัพพะ หมายถึง ปฏิสนธิจิตของสัตว์ที่เข้าไปเกิดในครรภ์*
นี้จึงเป็นการถือกำเนิดเป็นชีวิตขึ้นสำหรับ ชลาพุชะ
ในการโคลนนิ่งเอง การปฏิสนธินั้นจะไม่ได้เกิดในครรภ์แม่ แต่เกิดในห้องทดลอง ซึ่งอาจจะอยู่ในสารเคมีหรือในของเหลวอื่นๆ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการเกิดแบบ สังเสทะชะ คือการเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่มนุษย์สร้างขึ้นมา
ทั้งนี้ทั้งนั้น ในเรื่องการกำเนิด 4 นี้ เป็นเพียงการจำแนกวิธีการให้กำเนิดชีวิตเท่านั้นครับ
| มุมมองในเรื่องของจิตที่มาปฏิสนธิ
ปกติของจิตของสัตว์ที่ยังไม่ได้บรรลุอรหันต์นั้น จะมีการเกิด-ดับสืบเนื่องตลอดแม้กระทั่งตายไปแล้วก็ตาม สำหรับสัตว์ที่ตายไปแล้วจิตที่ดับไปย่อมไปเกิดในอีกอัตภาพหนึ่งทันที ไม่ว่าจะเป็นภพภูมิใดก็ตาม ขึ้นอยู่แต่กรรมที่ได้สั่งสมมา
ในอัตภาพใหม่ที่ถือกำเนิดก็จะมีชีวิตยืนยาวมากน้อยแตกต่างกัน โดยมีกรรมเป็นปัจจัย
หากถามถึงการโคลนนิ่งเองว่า จิตที่มาปฏิสนธิในร่างกายของสัตว์โคลนนิ่งนั้นเป็นจิตของสัตว์ตัวเดิมไหม
ก็ต้องมาดูวิธีการโคลนนิ่งก่อนครับ
การโคลนนิ่งเขาจะใช้เซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนของสัตว์ (เซลล์ที่ทำให้เกิดการปฏิสนธิแล้ว) มาทำการเพาะเลี้ยงแล้วค่อยๆ แบ่งออกมาอีกทีหนึ่ง แล้วก็เพาะเลี้ยงในระดับหนึ่ง แล้วค่อยให้นำกลับไปฟักตัวอีกทีในมดลูกของสัตว์ประเภทนั้นๆ
หมายความว่าปฏิสนธิจิตลงสู่รูปกายเกิดเป็นชีวิต (ตามนัยของพระพุทธศาสนา เพราะตามวิทยาศาสตร์ตอนเริ่มปฏิสนธิยังไม่ถือว่าเป็นชีวิต) ตั้งแต่อยู่ในห้องทดลอง
ดังนั้นหากสัตว์ที่เราเอาเซลล์มาโคลนนิ่งยังมีชีวิตอยู่ เมื่อโคลนนิ่งออกมาได้สำเร็จ เท่ากับว่ามี 2 ชีวิต แล้ว หมายความว่าจิตของสัตว์ที่โคลนนิ่งมาย่อมไม่ใช่จิตของสัตว์ตัวแรกที่เอาเซลล์มา
อีกแง่หนึ่งคือ หากสัตว์ที่เราเอาเซลล์มาตายไปแล้ว ก็มีโอกาสที่จะเป็นจิตของสัตว์ตัวแรกนั้นที่มาเป็นปฏิสนธิจิตของสัตว์ตัวโคลนนิ่งได้ แต่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเป็นจิตของสัตว์ตัวเดียวกันจริงไหม รู้ได้แค่ว่าเขามีกรรมที่ส่งเป็นวิบากที่ให้เกิดในรูปแบบสังเสทชะ และมีวิบากที่ทำให้รูปร่างคล้ายกับสัตว์ตัวเดิมเท่านั้นเองครับ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นจิตไหนก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย สัตว์โคลนนิ่งนี้เองก็ย่อมมีเอกลักษณ์และความรู้สึกของตัวเอง และย่อมไม่เหมือนสัตว์เดิมที่นำเซลล์มาเพราะอย่างน้อยที่สุดเหตุปัจจัยในเรื่องของรูปธรรมนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
| มุมมองต่อสัตว์ที่โคลนนิ่ง
แม้ว่าวิทยาการในโลกปัจจุบันจะพัฒนามาไกล จนสามารถที่จะสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาได้อย่างการโคลนนิ่งนี้ แต่สภาวธรรมต่างๆ ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่ ความรู้สึกต่างๆ ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตไม่เคยแปลเปลี่ยนไปจากเดิม
โดยปกติการกำเนิดชีวิตย่อมมีผู้ให้กำเนิดคือ พ่อและแม่ ในการที่แม่ตั้งครรภ์ให้กำเนิดชีวิตขึ้นมา ย่อมมีความผูกพันธ์ พันธะใหม่ เกิดขึ้นในแง่ของความรู้สึก สัตว์ที่เป็นลูกย่อมมีความโหยหา ต้องการการเลี้ยงดูจากผู้เป็นพ่อแม่นั้น ความสัมพันธ์จึงเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ
แต่สำหรับการโคลนนิ่งแล้ว ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้จะมีความเจือจาง หรือขาดหายไป ความรู้สึกว่าเป็นพ่อเป็นแม่นั้นอาจจะเบาบางลงไป ยิ่งผู้เป็นพ่อแล้วแทบจะไม่เห็นความสัมพันธ์สืบกลับมาเลย ความเป็นแม่ยังพอมีแก่สัตว์ที่ตั้งครรภ์ให้สัตว์โคลนนิ่งนั้น แต่ในทาง DNA แล้วก็อาจจะไม่ถือว่าเป็นแม่ลูกกัน เนื่องจากบางทีก็อาจจะใช้สัตว์เพศเมียที่ไม่ได้สัมพันธ์กับเซลล์ที่นำมาโคลนได้
ความสัมพันธ์ของสัตว์โคลนนิ่งจึงอาจแตกต่างจากสัตว์ที่เกิดโดยธรรมชาติ เพราะไม่มีพ่อแม่ตามสายเลือดที่แท้จริง ความสัมพันธ์เช่นนี้อาจส่งผลต่อจิตใจและพฤติกรรมของสัตว์นั้นในระยะยาว
และหากมีการโคลนนิ่งเกิดขึ้นในสังคมที่มีความซับซ้อน เช่น สังคมมนุษย์ ความวุ่นวาย ความซับซ้อนย่อมเกิดขึ้น ยิ่งมนุษย์ในตอนเป็นทารกยิ่งต้องอาศัยการเลี้ยงดู ประคบประหงม จากพ่อแม่อย่างมาก ไม่เหมือนกับสัตว์บางประเภทที่อาจจะเกิดมาแล้วก็สามารถเดินได้ หากินได้ ในเวลาอันสั้น
อ้างอิง
(1) https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=12&A=2296
(2) https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=12&A=8041


Leave a comment